โฆษณา

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมถึงแท้งลูก

ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของเด็กทารกในครรภ์รวมถึงกลัวว่าจะเกิดการแท้ง ซึ่งบ่อยครั้งการกังวลในเรื่องเหล่านี้จะทำให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น ซึ่งอัตราการแท้งลูกจะพบเพียงร้อยละ 10 ของการตั้งครรภ์เท่านั้น ซึ่งสาเหตุของการแท้งนั้นมีมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นเราสามารถควบคุมและป้องกันการแท้งได้ค่ะ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการแท้งลูกได้แก่
เคยมีประวัติการใส่ห่วงอนามัยที่มีภาวะแทรกซ้อน
เคยแท้งลูกมาแล้วหลายครั้ง
มีความผิดหวัง เศร้าโศก อย่างรุนแรงจากปัญหาการงาน หรือชีวิตส่วนตัว
ได้รับอุบัติเหตุโดยตรงและได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
ทำงานหนัก การยกของหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการอุ้มเด็กก็อาจจะส่งผลได้เช่นกัน
มีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์ และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีประวัติเคยแท้งบ่อย
อาการที่บ่งบอกว่าเกิดภาวะการแท้งลูก
มีอาการปวดท้องน้อย มีเลือดสดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าเลือดจะออกมาหรือน้อยเพียงใดก้ตาม ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง หรือปวดติดต่อกันหลาวัน
มีเลือดออกทางช่องคลอดเหมือนมีประจำเดือน หรือมีเลือดออกเล็กน้อยติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
มีสิ่งขับออกทางช่องคลอดเป็นก้อนเลือด หรือชิ้นเนื้อสีชมพู แสดงว่าเริ่มมีอาการแท้งลูก ควรเก็บชิ้นส่วนนั้นแล้วรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะบางครั้งชิ้นส่วนนั้นอาจเป็นตัวอ่อนที่ถูกขับออกมาก็ได้
การดูแลและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการแท้งลูก
หากมีประวัติหรือมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการแท้งลูก ควรบอกกับคุณหมอตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด
พยายามอย่าเครียด หรือหาวิธีคลายเครียดอย่างเหมาะสม อาจจะใช้การฟังเพลง, การนวดเพื่อผ่อนคลาย รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
หากต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ทั้งจากที่ทำงาน หรือจากที่บ้าน ควรที่จะหาเวลาพักผ่อน หรือผ่อนคลายให้มาก โดยอาจจะพักการคิดถึงปัญหาเหล่านั้นก่อน หลังจากหายเครียดแล้วค่อยมาจัดการกับปัญหาใหม่ หรืออาจจะใช้การปรึกษากับคนใกล้ชิด เพื่อขอคำแนะนำหรือคอยช่วยแก้ปัญหาก็ได้
กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน เพื่อให้มีพละกำลังและได้รับสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของทารก
หลบปัญหาเป็นครั้งคราว อย่าจมปลักอยู่กับปัญหา อาจมีการระบายความเครียดด้วยการพูดคุยกับเพื่อนหรือสามีถึงปัญหาต่างๆ ก็จะช่วยให้ระบายและลดความเครียด รวมถึงอาจจะช่วยกันแก้ไขปัญหาได้อีกด้วย
ไม่ควรอุ้มเด็กขณะตั้งครรภ์ เพราะนอกจากเป็นอันตายต่อเด็กในครรภ์แล้ว ยังมีผลต่อกระดูกสันหลังของคุณแม่ด้วย
ไปตามตารางนัดของคุณหมออย่างเคร่งครัด

อยากตั้งครรภ์แล้วแต่กินยาคุมกำเนิดมานานต้องเตรียมตัวอย่างไร

สำหรับผู้ที่เคยกินยาคุมกำเนิดมานาน เมื่อถึงเวลาที่พร้อมที่จะตั้งครรภ์นั้น หลายคนอาจจะส่งสัยว่า หลังจากหยุดกินยาคุมแล้ว สามารถปล่อยให้ตั้งครรภ์ได้เลยหรือไม่ แล้วกินยาคุมมานานจะมีผลอะไรกับการตั้งครรภ์ไหม หรือกินยาคุมมานานจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ


ปล่อยให้ตั้งครรภ์หลังจากหยุดกินยาคุมกำเนิดได้หรือไม่
หลังจากที่คุณหยุดกินยาคุมกำเนิดแล้วยังไม่แนะนำให้ปล่อยให้ตั้งครรภ์ทันที ควรจะปล่อยให้ผ่านไปสัก 3 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ระหว่าง 3 เดือนนี้ก็ควรจะคุมกำเนิดด้วยวิธีการอื่นๆ แทน ซึ่งในช่วง 1-2 เดือนแรก คุณอาจจะไม่มีประจำเดือนก็ไม่ต้องตกใจนะค่ะเพราะคุณไม่ได้ตั้งครรภ์หรอกค่ะ เพียงแต่หลังจากหยุดกินยาคุมกำเนิดแล้ว ประจำเดือนอาจจะมาล่าช้ากว่าเดิม เมื่อประจำเดือนเริ่มมาเป็นปกติ (ประจำเดือนเริ่มมาเป็นปกติ 3 เดือนขึ้นไป) ค่อยปล่อยให้ตั้งครรภ์ตามธรรมชาติค่ะ ระหว่างนี้ก็คงต้องให้ว่าที่คุณพ่อมือใหม่คุมกำเนิดตัวเองไปก่อน (แนะนำว่าให้ใช้ถุงยางอนามัยไปก่อนช่วงนี้)

กินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะตั้งครรภ์ยากจริงไหม
ถ้าเป็นการกินยาคุมกำเนิดสมัยก่อน หากกินนานๆ จะมีผลทำให้ผนังมดลูกบาง ทำให้การตั้งครรภ์ (การฝังตัวอ่อน) เป็นไปได้ยาก อันนี้จริงค่ะ แต่ถ้าเป็นยาคุมกำเนิดสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ปัญหาแบบนี้ไม่เป็นแล้วค่ะ แต่หากคุณใช้ยาคุมฉุกเฉินบ่อย อันนี้มีผลต่อการตั้งครรภ์จริงค่ะ ดังนั้นหากคุณกินยาคุมกำเนิดแบบธรรมดา (21 หรือ 28 เม็ด) มานาน ก็ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะว่าจะตั้งครรภ์ยาก

กินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะมีผลต่อทารกในครรภ์ไหม
อันนี้เป็นอีกคำถามที่อยู่ในหัวของว่าที่คุณแม่มือใหม่ทุกคน และคงจะกังวลมากๆ เวลาที่จะเริ่มปล่อยให้ตั้งครรภ์ ความจริงแล้วการกินยาคุมกำเนิดนั้น หากเราหยุดกิน (หลังจากกินหมดแผงอย่างถูกต้อง) แล้วปล่อยระยะไว้ 3 เดือนขึ้นไป รอให้ประจำเดือนมาปรกติตามรอบเดือน แค่นี้ร่างกายของคุณก็พร้อมที่จะตั้งครรภ์แล้วค่ะ

ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อพร้อมจะตั้งครรภ์
อย่างที่บอกไปค่ะ หลังจากหยุดกินยาคุมแล้ว เมื่อพร้อมจะตั้งครรภ์ ให้ปล่อยให้ประจำเดือนมาก่อนสัก 3 เดือน จากนั้นค่อยให้ตั้งครรภ์ ส่วนเรื่องการเตรียมตัวก็เหมือนคนทั่วๆ ไปค่ะ คือ การออกกำลังกายให้พอเหมาะ นอนหลับพักผ่อนให้มาก กินอาหารให้ครบ ดื่มน้ำให้มาก และอย่าเครียด ที่เหลือก็อาจจะใช้เครื่องมือเข้าช่วย เช่น ชุดทดสอบวันตกไข่ (ทดสอบจากน้ำปัสสาวะ) หรือถ้าไม่อยากกังวลหรือเครียดขนาดนั้น ก็บอกว่าที่คุณพ่อให้ส่งการบ้านบ่อยๆ ก็ได้นะค่ะ

สรุปแล้ว ความเชื่อที่ว่ากินยาคุมกำเนิดมานานๆ จะตั้งครรภ์ยากนั้น ไม่ถูกต้องทีเดียวค่ะ ถ้าคุณกินยาคุมกำเนิดแบบปกติ ก็แค่หยุดรอให้ประจำเดือนมา 3 เดือนขึ้นไปแล้วค่อยปล่อยตามธรรมชาติ ส่วนความเชื่อที่ว่ากินยาคุมกำเนิดมานานๆ แล้วทารกในครรภ์จะพิการ สมองไม่ดี ฯลฯ อันนี้ก็ไม่เป็นความจริง ดังนั้นสบายใจได้ค่ะ

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

เรื่องหวานชื่นของลูกกับจุกนมหลอก

การเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยสำหรับ คุณแม่มือใหม่ อาจจะเปรียบเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เมื่อลูกร้องทีไร ก็ต้องตั้งสมมติฐานกันไว้ก่อนว่าลูกเป็นอะไร เมื่อคาดเดาได้รางๆ แล้วก็ต้องทำการทดลองดูสิว่าจะทำอย่างไรให้ลูกน้อยหยุดร้องไห้ ให้นมแล้วยังไม่หยุด ให้นมแล้วก็ยังคงร้องให้ สุดท้ายคุณแม่ใช้ไม้ตายที่ไม่เคยคิดว่าจะใช้ นั่นคือ หยิบจุกนมหลอก มาใส่ปากให้เจ้าตัวน้อยดูดเท่านั้นล่ะเสียงร้องไห้ก็หายไป เจ้าตัวเล็กสงบลง และดูจะถูกใจกับเจ้าจุกนมหลอกเอามากๆ เมื่อการทดลองประสบผลสำเร็จ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้าตัวน้อยอยู่ที่ไหนเป็นต้องเห็นพี่จุกนมหลอกอยู่ เคียงข้าง โดยมีคุณแม่กังวลใจอยู่ไม่ห่างเช่นกัน



เรื่องทุกอย่างเหมือนเหรียญที่ย่อมมีสองด้าน จุกนมหลอกก็มีทั้งข้อเสียและข้อดีเช่นกัน ฉะนั้นก่อนที่คุณแม่จะปักใจเชื่อว่า ความรักของเจ้าตัวเล็กกับจุกนมหลอกเป็นรักต้องห้าม เรามาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกันก่อนดีกว่า





Good Bad
ช่วยให้เจ้าตัวน้อยหายงอแงได้ หากลูกติดจุกนมยางในช่วงเดือนแรกๆ อาจทำให้เกิดปัญหาต่อการเลี้ยงลูกด้วยนม
ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น เมื่อลูกหิว คุณแม่อาจให้ลูกดูดจุกนมยาง ขณะที่ไปเตรียมนมให้ลูก หรือ เบี่ยงเบนเมื่อลูกกำลังจะฉีดวัคซีน เจ้าตัวน้อยอาจตื่นมาร้องไห้กลางดึกบ่อยๆ หากดูดจุกนมยางจนหลับไป แล้วจุกนมยางหลุดออกจากปาก
ช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น หนูน้อยอาจนอนหลับเองไม่ได้ หากไม่มีจุกนมยาง
มีงานวิจัยที่พบว่า การดูดจุกนมยางขณะหลับช่วยลดความเสี่ยงของภาวะไหลตายในเด็ก (SIDS) ได้ เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง อย่างไรก็ตาม สถิติการติดเชื้อที่หูในทารกนั้นมีไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับภาวะ SIDS
การติดจุกนมยางเลิกง่ายกว่าปล่อยให้ลูกติดดูดนิ้ว การติดจุกนมยางนานเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาทางทันตกรรมได้







จุกนมหลอก...เมื่อไรดี การให้ลูกได้ลองใช้จุกนมหลอกเร็วเกินไป หรือก่อนที่ลูกจะดูดนมแม่ได้คล่อง ย่อมทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดภาวะสับสนหัวนม ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ดังนั้นหากคุณคิดจะให้ลูกดูดจุกนมหลอกก็ควรจะรอให้ลูกดูดนมแม่ได้ดี และดูดนมแม่จนเป็นกิจวัตรได้เสียก่อน ซึ่งเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มให้ลูกดูดจุกนมหลอกก็คือ เมื่อหนูน้อยอายุ 1 เดือนขึ้นไป



จุกนมหลอกจำเป็นหรือไม่สำหรับทารก หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าทารกจำเป็นจะต้องได้รับการปลอบประโลมและทำให้ รู้สึกอุ่นใจผ่อนคลาย จุกนมหลอกก็เป็นผู้ช่วยที่ดีทางหนึ่ง แต่เราขอแนะนำว่าให้เป็นทางเลือกท้ายๆ เมื่อคุณแม่ทำทุกวิธีแล้วลูกก็ยังคงงอแงอยู่จะดีกว่า



ติดจุกนมหลอกแล้ว เลิกยากหรือเปล่า เด็กๆ จะเลิกติดจุกนมหลอกได้เอง เมื่ออายุ 6-9 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่หนูน้อยเริ่มคลานและหันไปสนใจสิ่งอื่นๆ แทน หากเห็นว่าลูกเริ่มไปสนใจสิ่งอื่นแล้ว ก็ควรหยุดที่จะหยิบยื่นจุกนมหลอกให้ลูกอีก อย่างไรก็ตามหนูน้อยยังอาจต้องการเจ้าจุกนมหลอกเป็นเพื่อนในเวลานอน แต่ทั้งนี้เด็กๆ จะเลิกดูดจุกนมหลอกโดยสิ้นเชิง เมื่ออายุ 2 ปีค่ะ



Pacifier Safety - หากคุณตกลงใจให้ลูกใช้จุกนมหลอกก็ควรดูแลเรื่องความสะอาดและปลอดภัยเป็นพิเศษด้วย



ควรล้างจุกนมอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือเมื่อใดก็ตามที่ตกลงพื้นหรือสกปรก โดยล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่



ไม่ควรผูกเชือกหรือริบบิ้นยาวๆ ติดกับจุกนมหลอก แล้วแขวนคอ หรือผูกข้อมือลูกไว้ เพราะเชือกอาจรัดคอลูกได้



จุกนมหลอกที่ขาดหรือชำรุด ควรทิ้งทันที และควรเปลี่ยนจุกนมหลอกให้ลูกใหม่ทุกๆ 2 เดือน



หากลูกเริ่มเคี้ยวจุกนมหลอก คุณควรเปลี่ยนให้ลูกใช้ของเล่นยางที่ทำขึ้นมาสำหรับให้ทารกกัดแทน



เลือกซื้อจุกหลอกที่ทำจากวัสดุชิ้นเดียว และมีฝาปิดซึ่งมีรูเพื่อระบายอากาศด้วย

กินนมแม่แต่ยังท้องผูก

ทารกที่กินนมแม่ เมื่ออายุย่างเข้าเดือนที่2-3 มักไม่ถ่ายทุกวัน เพราะคุณอย่าลืมว่านมแม่มีกากน้อย และลูกกินนมแม่แล้วสามารถย่อยได้ดี จะมีกากอาหารเหลือเป็นอุจจาระนิ่มๆ จำนวนไม่มากจึงไม่ค่อยถ่ายบ่อยเหมือนในช่วงเดือนแรก



เนื่องจากในช่วงหลังเกิดน้ำนมแม่มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวเพื่อระบายของค้างในลำไส้ที่ทารกกลืน และหลั่งน้ำย่อยออกมาสะสมอยู่รวมเป็นของเหลวมีลักษณะเหนียวสีเทาๆ ที่เรียกกันว่า ขี้เทา ให้หมดไป เมื่อขี้เทาถูกระบายหมดแล้ว อุจจาระเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เพราะนมแม่มีน้ำตาลแลคโทสสูง ย่อยไม่หมดถูกหมักโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นกรดแลคติก ดึงน้ำไว้ในโพรงลำไส้ อุจจาระจึงเหลวมีฟองและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ถ่ายบ่อย 6-8 ครั้งต่อวันหรือกินทีถ่ายที เมื่อได้รับนมแม่ระยะหนึ่ง กรดแลคติกจะกระตุ้นเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กของทารกทำให้เซลล์เยื่อบุลำไส้ของทารกเจริญเติบโตแข็งแรง ทำหน้าที่ดูดซึมได้ดีขึ้น อุจจาระจึงมีน้ำน้อยลงและเปลี่ยนลักษณะเป็นอุจจาระนิ่มและถ่ายน้อยครั้งลง

คนรอบข้างมักเฝ้าดูว่า วันนี้หนูน้อย อึ หรือยัง ถ้ายังก็เกิดความกังวลจนรีบสวนให้ และมักพบว่าอุจจาระที่ออกมาไม่ใช่อุจจาระเป็นก้อนแข็ง ถ่ายยากแบบคนท้องผูก ทารกเหล่านี้แม้ไม่ถ่าย 3 วัน ถ้าไม่มีอาการท้องอืดร้องแสดงความอึดอัดไม่สบายท้อง น่าจะรอให้ลูกหัดเบ่ง อึ เองมากกว่า ผลเสียของการสวนบ่อยๆ คือทำให้ลูกไม่ได้ฝึกการขับถ่ายด้วยตัวเอง เพราะการเบ่งอุจจาระเป็นการประสานการทำงานของหูรูดทวารหนัก กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานที่เกาะจับที่ผนังทวารหนัก และหูรูดนอกของทวารหนัก

เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นขอบรรยายกระบวนการขับถ่ายดังนี้ เมื่อกากอาหารหรืออุจจาระลงไปในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายถึงบริเวณหูรูดใน จะเกิดการกระตุ้นให้รู้สึกปวดถ่าย อยากเบ่ง ในขณะที่มีความรู้สึกอยากเบ่ง หูรูดในเริ่มคลาย เกิดกระบวนการเบ่งโดยความร่วมแรงระหว่างกล้ามเนื้อกระบังลมที่ยืดตัวให้มีการหายใจเข้าเต็มที่ ร่วมกับการบีบตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง เกิดความดันในช่องท้องสูงขึ้น บีบรีดอุจจาระในลำไส้ใหญ่ตรงทวารหนักให้ผ่านหูรูดในลงมาพร้อมกับที่หูรูดทวารหนักนอกเปิด อุจจาระจึงเคลื่อนออกมาได้สำเร็จ แล้วกล้ามเนื้อที่ยึดติดที่กระดูกเชิงกรานด้านล่างกับผนังลำไส้หดตัวรีดอุจจาระที่เหลืออยู่ออกให้หมดเป็นการสิ้นสุดการขับถ่าย

ในระยะฝึกขับถ่ายทารกเล็กๆ ยังควบคุมการเบ่งด้วยการกลั้นลมหายใจไม่เก่ง แทนที่จะเบ่งลมลงล่างกลับเบ่งขึ้นบน เบ่งเต็มที่จนหน้าแดงแต่อุจจาระก็ไม่ค่อยออก ต้องหัดทำใหม่ เมื่อทำบ่อยๆ จะเบ่งลงล่างได้เอง อุจจาระจะออกมาได้ตามต้องการ ถือเป็นความสำเร็จเบื้องต้นของทารกที่เดียว

ทีนี้มาดูว่าเมื่อช่วยสวนหรือเหน็บอุจจาระจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการขับถ่าย การสวนเท่ากับไปกระตุ้นที่หูรูดในโดยที่ไม่ได้เกิดจากการดันของอุจจาระตามธรรมชาติ เมื่อสวนช่วยกระตุ้นให้ถ่ายบ่อยๆ ทารกต้องสนองด้วยการเบ่ง แต่อาจจะเสียการรับรู้ภายในเมื่ออุจจาระลงมาขังอยู่ตรงหูรูดใน คือไม่รู้สึกปวดถ่ายต้องรอให้มีการกระตุ้นอย่างแรงด้วยการเหน็บหรือสวน ซึ่งทำให้ไม่เกิดจากการกระตุ้นตามธรรมชาติ หากไม่สวนช่วยกระตุ้นจากภายนอกเขาก็มักไม่ถ่าย อย่างไรก็ตามการควบคุมการขับถ่ายได้เองจะทำได้เมื่ออายุประมาณขวบครึ่งถึงสองขวบ แต่เด็กที่ถูกสวนเป็นประจำอาจทำได้ช้าและมีปัญหาถ่ายยากจนโต นอกจากนั้นการสวนบ่อยๆ ซ้ำยังทำให้ทวารหนักอักเสบได้อีกด้วย

นอนกลางวัน สำคัญจริงหรือ

พ่อแม่หลายคนคงอดที่จะเหนื่อยใจไม่ได้ ที่กล่อมให้ทารกนอนหลับไม่ทันไรผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเจ้าตัวดีก็ตื่นมาโยเยอีกแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวงจรการนอนของเบบี๋สั้นกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ และเวลานอนของทารกโดยทั่วไปมักจะอยู่ที่ประมาณ 50-60 นาที เท่านั้น ในช่วงขวบปีแรกนี้คุณจะพบการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการนอนของลูกตามแต่ละช่วงวัย ดังต่อไปนี้

ทารกแรกเกิด ใช้เวลานอนประมาณวันละ 16-20 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลานี้รวมถึงการนอนกลางวันด้วย อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยหยอกล้อเล่นกับลูกหลังจากให้อาหารสักพัก เพื่อที่ทารกจะได้ไม่ติดนิสัยว่าจะต้องกินก่อนจึงจะนอนหลับได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาต่อไปเมื่อหนูน้อยโตขึ้น

หนูน้อยวัย 2 เดือน วัยนี้นับเป็นช่วงเวลาดีที่จะเริ่มต้นให้หนูน้อยได้ฝึกการนอนหลับด้วยตัวเอง หากเจ้าตัวเล็กร้องไห้เมื่อคุณวางเขาลงบนที่นอน นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา คุณอาจจะลองปล่อยให้ลูกร้องอยู่สัก 2-3 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้หนูน้อยได้ฝึกปลอบประโลมตัวเอง หากลูกยังร้องไห้งอแง ลองตบก้นเบาๆ ลูบหลัง หรือลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยพร้อมส่งเสียงกล่อม หนูน้อยก็จะสงบได้เองในที่สุด

เจ้าตัวเล็ก 3-6 เดือน คุณจะพบว่าลูกนอนกลางวันน้อยลง โดยทั่วไปหนูน้อยอาจจะนอนกลางวันแค่2-3 ครั้ง คุณควรพยายามอย่าให้ลูกนอนหลับในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือประมาณหลัง 4 โมงเย็น เพื่อจะได้ฝึกให้ลูกเข้านอนตอนกลางคืนได้เป็นเวลา และหลับยาวได้ตลอดทั้งคืน

ขวบปีแล้วจ้า ได้เวลาที่หนูน้อยเริ่มโตเป็นหนุ่มน้อยสาวน้อยแล้ว จึงไม่ค่อยมีการนอนบ่อยๆ ระหว่างวัน เมื่อถึงวัยนี้เจ้าตัวเล็กจะนอนกลางวันในช่วงบ่ายๆ ได้นานประมาณ 2-3 ชั่วโมง และนอนกลางวันเพียงครั้งเดียว พอตกกลางคืนก็จะนอนต่อเนื่องได้ยาว 10-12 ชั่วโมง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยกับการตื่นมาดูลูกกลางดึกอีกแล้วค่ะ

นอนกลางวัน สำคัญแค่ไหน

คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง คงไม่ปฏิเสธว่าการนอนกลางวันของลูกนั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองที่จะได้พักหลังจากการเฝ้าดูแลประคบประหงมลูกมาหลายชั่วโมงด้วย ส่วนประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นก็มีมากมายเช่นกัน

การที่ทารกได้นอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยในการพัฒนาสมอง มีงานวิจัยส่วนหนึ่งที่ระบุว่าการนอนกลางวันจะช่วยทำให้เด็กๆ จดจำข้อมูลต่างๆ ได้ยาวนานขึ้น

มีการศึกษาพบว่าเด็กๆ ที่นอนกลางวันจะมีสมาธิมากกว่า รวมทั้งงอแงน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้นอนกลางวัน

การนอนกลางวันจำเป็นต่อเจ้าตัวเล็ก โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน เพราะเวลานี้พลังงานในร่างกายเริ่มลดลง หากทารกได้นอนกลางวันก็เท่ากับเป็นการชาร์ตพลังงานให้กลับมาอีกครั้ง

การนอนหลับ จะปล่อยฮอร์โมนที่ต่อสู้กับความเครียด หากหนูน้อยได้นอนเต็มอิ่มก็จะทำให้เด็กๆ ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่นไม่งอแง

จัดการอย่างไร ถ้าลูกไม่นอนกลางวัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวน้อยไม่ยอมนอนกลางวันค่ะ โดยทั่วไปถ้าลูกเหนื่อยมากๆ และไม่ได้นอนหลับในเวลาที่เขาควรจะนอน หนูน้อยก็จะโยเยและไม่ยอมนอนง่ายๆ คุณก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตารางการนอนของลูกเสียใหม่ และต่อไปก็ควรจะคอยสังเกตอาการของลูก ที่ระบุว่าเขาเหนื่อยและต้องการพักผ่อน ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นได้แก่
ขยี้ตา
หาวนอน
ดูเซื่องซึม ไม่ยิ้ม ไม่เล่น
โยเย งอแง
ร้องหาผ้าห่มหรือตุ๊กตาที่กอดเวลานอนเป็นประจำ หรือร้องหานมแม่

หลับฝันสำคัญกับทารก

การสำรวจคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัย 0-3 ปี พบว่าการนอนหลับในเด็กเล็กแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ 1. หลับธรรมดา ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และ 2.ช่วงหลับฝันซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูก แต่ทั้งนี้ เด็กไทยกลับไม่สามารถเข้าสู่ช่วงหลับฝันได้ เพราะสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการนอนที่ไม่เหมาะสม ทำให้หลับไม่สนิทและนอนไม่เพียงพอ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรฝึกลูกให้นอนเป็นเวลา ทำกิจกรรมก่อนนอนให้เป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเล่านิทาน นวด พูดคุย รวมทั้งสร้างบรรยากาศในการนอนให้อบอุ่นและปลอดภัยด้วย

การเลี้ยงดูลูกในแนวทางของคนญี่ปุ่น

ความใฝ่ฝันสูงสุดของคนเป็นพ่อแม่ คงหนีไม่พ้นการอยากจะให้ลูกเป็นคนเก่งและเป็นคนดี ซึ่งต้องเริ่มมาจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากตัวของลูกนั่นเอง ฉะนั้นการเริ่มต้นที่ดีของลูกจึงต้องมาจากพื้นฐานที่ดีที่พร้อมของพ่อแม่ด้วย

ศาสตรจารย์ ดร.ชิจิดะ มาโกโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชาวญี่ปุ่น นักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีเพิ่มประสิทธิภาพของสมองอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ดร.ชิจิดะ ได้ค้นพบว่าหากฝึกให้สมองทั้งสองซีกทำงานได้พร้อมๆ กัน จะทำให้มนุษย์คนนั้นสามารถดึงความเป็นอัจฉริยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด และจะดียิ่งขึ้นถ้าสามารถฝึกสมองทั้งสองซีกได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 0-6 ขวบ เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการรวดเร็วถึงขีดสุด
การเรียนรู้ของเด็กควรจะต้องเริ่มจาก 3 สิ่งที่สำคัญนั่นคือ ความรัก ความเข้มงวด และก็ความเชื่อใจ ความไว้วางใจ แล้วสามสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อการเลี้ยงดูลูกอย่างไร ลองติดตามดูกัน

ความรัก

ส่วนมากนั้นพ่อกับแม่ต่างก็คิดว่าตัวเองรักลูกมาก แต่เด็กจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่รัก พ่อแม่เคยพูดหรือแสดงออกบ้างหรือไม่ ถ้าคิดว่าการเลี้ยงดูเด็กเกิดปัญหา ขอให้คิดว่า เพราะพ่อแม่ไม่ได้แสดงออกมาว่ารัก นั่นเอง ถ้าพ่อแม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารัก เด็กทุกคนก็จะเปิดใจให้ และการเลี้ยงดูเด็กก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น

ความเข้มงวด

คุณให้แต่คำชมกับเด็กอย่างเดียวหรือเปล่า พ่อแม่ที่คิดว่าการเรียนการสอนนั้นต้องมีแต่คำชมอย่างเดียว ไม่มีความเข้มงวด หรือกวดขันอะไร ไม่ว่าเด็กทำอะไรหรือกำลังติดขัดอะไร พ่อแม่ก็เอาแต่หัวเราะอย่างเดียว การกระทำอย่างนั้นดีแล้วหรือ
การชมก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะชมอย่างเดียวจิตใจของเด็กจะไม่สามารถเติบโตได้ดี ถ้าเด็กทำผิด แต่พ่อแม่ไม่มีแก้ไขหรือตักเตือน จิตใจของเด็กก็จะเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่ผิดพลาดยิ่งขึ้น พ่อแม่จะต้องกำหนดว่าเด็กทำอะไรแล้วเราจะโกรธ ตัวอย่างเช่น การทำให้คนอื่นเดือดร้อน การกระทำที่เป็นอันตราย และพ่อแม่ก็ต้องแสดงความโกรธอออกไปเพื่อให้ลูกรู้ว่าทำผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกฎที่พ่อแม่จะต้องกำหนดขึ้นมา และต้องทำให้ได้สม่ำเสมอ อย่าทำตามอารมณ์ เช่น วันนี้อารมณ์ดีไม่โกรธ แต่พรุ่งนี้อารมณ์เสียเลยโกรธทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเด็กจะสับสนและไม่เข้าใจได้
หลังจากโกรธแล้วห้ามทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเด็กพูดคำว่าขอโทษแล้ว สำนักผิดแล้ว เราจะต้องพูดชมเด็กที่รู้จักขอโทษ และรู้จักสำนึกผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการดูแลไม่ให้จิตใจของเด็กมีรอยแผลที่เกิดจากความโกรธของพ่อแม่

ความเชื่อใจ ความไว้วางใจ

พ่อแม่นั้นต่างก็อยากจะเลี้ยงดูเด็กให้ดีกันทุกคน โดยมากจะคิดไปถึงแต่ความสามารถ และความเก่งของเด็กอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น บทสนทนาส่วนมากจะพูดว่า ทำอะไรได้บ้างแล้ว ทำไมถึงทำไม่ได้ ซึ่งเรามักจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการวัดความสามารถของเด็ก แต่การเลี้ยงดูเด็กนั้นควรจะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวเด็กขึ้นมา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรจะสื่อให้เด็กรู้ว่า แค่น้องเพลง(ชื่อลูกคุณ) อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็มีความสุขมากแล้ว ไม่ใช่เอาแต่คาดหวังว่าเด็กจะทำอะไรได้หรือไม่ได้เท่านั้น และเวลาพูดคุยกับเด็กให้คิดเสมอว่าเขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็จะทำให้เด็กเปิดใจยอมรับการเลี้ยงดูของเราได้เป็นอย่างเต็มที่ พฤติกรรมของเด็กก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะพ่อแม่มีการยอมรับและไว้วางใจในตัวพวกเขานั่นเอง

จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกพร้อมแล้วหรือยัง

หากจะต้องส่งลูกเข้าเรียนในชั้นอนุบาลแล้วในเทอมหน้านี้แล้ว แต่อยากจะทราบว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมที่จะไปโรงเรียนแล้ว เพราะคุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกไปโรงเรียนแบบมีความสุข

เนื่องจากชั้นเตรียมอนุบาลก็รับเด็กตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่และคุณครูต่างก็มีความเชื่อว่า ถ้าลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข ผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเด็กทุกคนก็ย่อมมีความสุขไปด้วย สำหรับคำแนะนำมีดังนี้

การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ : ควรพาลูกไปรู้จักสถานศึกษาแต่เนิ่นๆ ก่อนเปิด โดยให้เล่นเครื่องเล่นที่สนามก่อนยิ่งดี หาโอกาสพาลูกไปแนะนำตัวกับคุณครูประจำชั้นเพื่อทำความคุ้นเคย ยิ่งถ้าลูกยังเล็กมาก ถ้าทำได้ใน 2 3 วันแรก น่าจะให้ลูกอยู่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเพียงครึ่งวัน ยังไม่ต้องนอนกลางวัน เพื่อลูกจะได้ค่อยๆ ปรับตัวปรับใจ

การกลัวการพลัดพราก : เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ คุณแม่อย่ากังวล เพียงคุณแม่พูด
ให้ลูกรู้ว่าจะมารับกลับบ้านกี่โมง ซึ่งควรรับให้ตรงเวลา อย่าสาย เพราะอาจจะทำให้เด็กรู้สึกใจเสีย เพราะเพื่อนๆ กลับไปหมดแล้ว และไม่ควรหลอกลูกว่าจะไปห้องน้ำ เพราะต่อไปหากคุณแม่ต้องเข้าห้องน้ำจริงๆ ลูกจะไม่ยอมให้ไป

การพูดถึงสิ่งดีๆ ที่โรงเรียนและให้กำลังใจลูก : ลูกต้องการ การเสริมแรงทางบวก โดยเฉพาะเด็กวัยนี้ต้องการคำชมเชย เช่น แม่ดีใจที่ลูกชอบเล่นระบายสีที่โรงเรียน เวลาไปรับลูกกลับบ้าน คุณแม่และคุณครูร่วมกันชมเชยลูกโดยการชมต่อหน้าเด็ก เช่น คุณครูขอชมลูกคุณแม่ค่ะว่าเป็นเด็กดีรับประทานแกงจืดตำลึงที่โรงเรียนด้วย วันนี้น้องนัทช่วยเพื่อนๆ เก็บของเล่นไม้บล็อกที่ชั้นวางด้วยค่ะ น่ารักมาก เป็นต้น

ดังนั้นขอเพียงผู้ใหญ่เข้าใจพัฒนาการ เด็กๆ ก็จะประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นที่โรงเรียนและเรียนหนังสือพร้อมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างมีความสุข

mothersdigest.in.th